สาว " ไอ้โม่ง" ทุจริต " อควาเรียม" บทพิสูจน์ " หมอธี" ปราบโกง

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 30 เมษายน 2561
  • เข้าดู : 41 ครั้ง

กว่า 4 เดือนที่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ลงมาแก้ไขปัญหาโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรือ อควาเรียมหอยสังข์ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ที่จัดสร้างอยู่ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ อ.เมือง จ.สงขลา บนพื้นที่ 7,800 ตารางเมตร โครงการเริ่มต้นปลายปี 2550 เริ่มก่อสร้างต้นปี 2551 กำหนดแล้วเสร็จปี 2553 วงเงินอนุมัติ 835,576,200 บาท ภายใต้ 26 งวดงาน แต่ผ่านมาถึงปี 2561 หรือ 10 ปีแล้ว ยังไม่เสร็จ

เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เคยลงไปตรวจสอบและให้ข่าวว่าโครงการใช้งบไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท แยกเป็น เฟสที่หนึ่งก่อสร้างอาคาร 835 ล้านบาท เฟสที่สองสร้างระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 269 ล้านบาท เฟสที่สาม 42 ล้านบาท และเฟสที่สี่ 258 ล้านบาท พบความล่าช้ามาจากการที่ไม่มีแผนงานรองรับชัดเจน

ระหว่างปี 2551- 2561 มีเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) ดูแล 5 คน ไล่ตั้งแต่ นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ (เสียชีวิตแล้ว) นายพรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ และนายสุเทพ ชิตยวงษ์ ซึ่งเป็นเลขาธิการกอศ.ปัจจุบัน
โดยตลอดปี 2550-2557 มีการแก้ไขสัญญาถึง 6 ครั้ง!!

หลังปรากฏข่าวครึกโครม *นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ* อดีตเลขาธิการกอศ. ที่ดูแลโครงการเป็นคนแรก ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การแก้ไขสัญญาไม่ได้เกิดขึ้นสมัยตน สมัยนั้นบริษัทรับเหมาพยายามขอเปลี่ยนสเป็คและขยายงวดงานให้ยาวขึ้น แต่ตนไม่ยอม ยืนยันว่าสมัยนั้นดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ ตรงไปตรงมา มีการประกวดราคา กำหนดสเป็คโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีอธิบดีกรมการประมงสมัยนั้นเป็นประธาน โครงการไม่มีแบ่งเฟส กำหนดตลอดโครงการใช้งบกว่า 830 ล้านบาท แบ่งเป็น 26 งวดงาน เสร็จปี 2554 ความที่เป็นโครงการระยะยาวและวงเงินสูงถึง 830 กว่าล้านบาท ฉะนั้นนอกจากมีคณะกรรมการควบคุมงาน คณะกรรมการตรวจรับงานแล้ว ยังตั้งคณะกรรมการบริหารสัญญาด้วย แต่มาถูกยกเลิกหลังตนเกษียณฯ ตอนนั้นยังไม่มีการเบิกจ่ายเงิน มีแค่การจ่ายเงิน 15% ช่วยผู้รับเหมาตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)
ขณะที่นายพรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา อดีตเลขาธิการ กอศ. ระหว่างปี 2552-2553 กล่าวว่า แก้ไขสัญญา 1 ครั้ง ในช่วงงวดงานที่ 2 เป็นการแก้ไขเพื่อให้การก่อสร้างเดินต่อไปได้ เพราะช่วงแรกทำๆ หยุดๆ ถามผู้เกี่ยวข้องพบว่างวดงานกับแบบไม่สัมพันธ์กัน คือไม่ก่อสร้างตามลำดับขั้นตอน เช่น ทำขั้นตอนที่ 3 ก่อนขั้นตอนที่ 2 แต่การอนุมัติแก้ไขสัญญาสมัยนั้น ต้องเสนอให้คณะกรรมการซึ่งมีรัฐมนตรีเป็นประธานอนุมัติ ช่วงนั้นนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ เป็นรัฐมนตรีว่าการศธ. และน.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. แต่ใครเป็นประธาน ตนจำไม่ได้

ล่าสุดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นพ.ธีระเกียรติ ได้ลงนามแต่งตั้งนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ. เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และนายการุณได้ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว จากนั้นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้นำขอมูลมาหารือร่วมกับคณะทำงานชุดของพล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการศธ.

พล.ท.โกศล ระบุว่า ได้ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ตรงกับประเด็นที่ตั้งไว้ เช่น การจ่ายเงินล่วงหน้า 125 ล้านบาท จำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่ต้องแก้สัญญาถึง 6 ครั้ง จนทำให้มีการขยายเวลาดำเนินงาน จากเดิมกำหนดแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2553 แต่ไม่เสร็จ ขยายเวลาไปถึงปี 2557 ซึ่งต้องไปดูรายละเอียดว่า รัฐได้เปรียบจริงหรือไม่ รวมถึงยังมีประเด็นเรื่องค่าปรับวันละ 80,000 บาทว่าฝ่ายสอศ.ได้ใช้สิทธิเรียกค่าปรับตามสัญญาอย่างละเอียดหรือไม่ อีกทั้งยังมีกรณีที่สอศ. จัดสรรงบลงไปอีกในปี 2558 จำนวน 126 ล้านบาท ปี 2559 จำนวน 42 ล้านบาท และปี 2560 จำนวน 69 ล้านบาท ซึ่งพบว่างบที่จัดสรรลงไปทั้ง 3 ปี นำไปจัดสร้างในส่วนของภายนอก ไม่เกี่ยวกับภายในตัวอาคาร ซึ่งน่าจะมีความผิดปกติ แต่ยังได้เอกสารไม่ครบ

คณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้ทำหนังสือไปยังกรมบัญชีกลาง และสอศ.เพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้องประมาณ 30-40 เรื่อง เมื่อได้เอกสารแล้ว จะศึกษา จากนั้นจะเชิญพยานบุคคลเข้ามาให้ข้อมูลโดยจะดูจากเอกสารว่ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใดบ้าง เท่าที่ดูคร่าวๆ จะเกี่ยวข้องกับกรรมการตรวจรับ กรรมการบริหารโครงการ อดีตเลขาธิการ กอศ. และบริษัทที่จัดสร้าง ขณะนี้ทราบว่าปิดตัวไปแล้ว และพบว่ามีการทำสัญญาที่ผิดปกติ ส่วนจะผิดปกติอย่างไร คงพูดไม่ได้ พล.โท.โกศล ระบุ

ภายหลังคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดนายการุณ ทำงาน 1 เดือน ล่าสุดได้รายงานความคืบหน้าให้นพ.ธีระเกียรติ รับทราบ โดยนพ.ธีระเกียรติ ระบุว่า จากที่นายการุณ รายงาน น่าจะมีมูลการทุจริตค่อนข้างชัด รอเพียงเอกสารเป็นทางการ ทั้งการแก้ไขสัญญา การส่งงานโดยไม่ได้ติดตามผล การจ่ายเงินล่วงหน้า ซึ่งผิดระเบียบพัสดุ สัปดาห์นี้น่าจะใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับผู้เกี่ยวข้องได้ซึ่งมีหลายระดับ

เรื่องนี้มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ระดับสูงสุดจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ ใครเกี่ยวข้อง ก็ต้องว่ากันไป เบื้องต้นถ้ามีมูล ผู้บริหารระดับสูง อาจจะย้ายไปสำนักนายกรัฐมนตรี ระดับเจ้าหน้าที่ ให้ย้ายออกจากพื้นที่ หรือระดับผู้มีอิทธพล ถึงเป็นระดับล่างก็ให้ย้ายไปสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยต้องดูรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องแค่ไหน ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน จากนั้นตั้งกรรมการสอบสวนวินัย ขึ้นอยู่กับว่าสอบสวนวินัยระดับใด ถ้าสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรการคสช.กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ถ้ามีมูลจริง รัฐมนตรีว่าการศธ. หรือผู้บังคับบัญชาสามารถให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้ ทั้งนี้ เรื่องนี้เป็นคดีอาญา ถึงเกษียณอายุราชการไปแล้วก็ไม่พ้นคดีทุจริต ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบฯ จะพิจารณาเอกสารหลักฐานอย่างแน่นหนา เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าไปกลั่นแกล้งใคร รวมถึงขอขยายคำสั่งให้สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ทุกสัญญา การใช้มาตรการคสช.กับผู้เกี่ยวข้องนั้น รัฐมนตรีว่าการศธ.สามารถลงนามได้ทันทีในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับ 10 หรือ 11 โดยไม่ต้องเสนอครม. เพราะเป็นการสั่งให้ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การโยกย้ายปกติ ดังนั้นไม่ต้องตื่นเต้น ถ้าจะย้ายใคร เพราะเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องผ่านครม. รัฐมนตรีว่าการศธ. ระบุ

ขณะที่นายการุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ระบุว่า คณะกรรมการตรวจสอบฯ ได้หารือร่วมกันเป็นครั้งที่ 4 โดยกรรมการผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.) พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่จังหวัดสงขลา และเอกสารที่ได้จาก สอศ. วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ และเอกสารจากการลงพื้นที่จังหวัดสงขลา รวมกว่า 26 แฟ้ม จะเน้นดูเอกสาร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและตรงประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดสัญญาจ้างและการกำหนดรูปแบบรายการว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ เช่น รูปแบบรายการมีความเปลี่ยนแปลง แล้วในสัญญาจ้างมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า มีการแก้ไขสัญญาประมาณ 6 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2551-2557 ซึ่งจะต้องดูว่าการแก้ไขสัญญาแต่ละครั้งเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ และมีเหตุผลอะไรที่ต้องปรับแก้สัญญา

คณะกรรมการตรวจสอบฯ จะดูรายละเอียดเรื่องการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้า ซึ่งพบว่ามีการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าหลายครั้ง และเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร อีกส่วนคือเรื่องการขยายสัญญาจ้าง จะนำไปขยายผลต่อได้ โดยได้มอบหมายให้กรรมการนำแฟ้มเอกสารไปศึกษารายละเอียดและนำกลับมาหารือร่วมกันอีกครั้ง ทั้งนี้จากการตรวจสอบ พบว่าเมื่อมีการทำสัญญาใหม่ จะมีการขอขยายเวลา พอขยายเวลาก็ให้เบิกเงินล่วงหน้าบางส่วน ซึ่งการเบิกเงินล่วงหน้า โดยหลักถือเป็นเรื่องปกติ แต่จำนวนเงินที่เบิกมากจนผิดปกติ ถ้าถามว่ากรณีนี้มีมูลทุจริตหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ามีมูล ส่วนใครจะเกี่ยวข้องบ้าง ยังไม่อยากระบุว่าเป็นใคร แต่จะศึกษาว่าผู้รับผิดชอบงานแต่ละประเด็นที่เราตั้งข้อสังเกต เป็นใคร จากนั้นจะเชิญมาให้ข้อมูล รวมทั้งภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องด้วย นายการุณ ระบุ

คาดว่าเร็วๆ นี้ จะทราบบทสรุปของอควาเรียมหอยสังข์ ซึ่งนพ.ธีระเกียรติระบุแล้วว่าจะมีบางคนที่ต้องถูกโยกไปสำนักนายกรัฐมนตรี

เป็นงานหินอีกงานที่จะพิสูจน์ฝีมือเจ้ากระทรวง นพ.ธีระเกียรติ ว่าจะสามารถสาวไปถึงไอ้โม่งที่เป็นต้นตอของการทุจริตที่แท้จริงได้หรือไม่ ด้วยว่ามีข่าวลือว่ามีการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าผิดปกติ หรือจะจับได้แค่ปลายแถวซึ่งที่สุดต้องระวังว่าอย่ากลายเป็นการจับ แพะ เพราะจะทำให้ข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน และไม่ได้เจตนาทุจริต ต้องพลอยมีมลทินไปด้วย

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/935823

ร่วมแสดงความคิดเห็น