" กก.สอบฯ อควาเรียม" ชงใช้มาตรการ คสช. 1 ราย พบพิรุธเบิกเงินล่วงหน้ามากผิดปกติ

  • หมวดหมู่ : การศึกษา วันที่ : 20 เมษายน 2561
  • เข้าดู : 37 ครั้ง

เมื่อวันที่ 20 เมษายน นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.) เปิดเผยว่า กระบวนการสืบสวนมีความคืบหน้าไปมาก ผลการสืบสวนผู้รับเงินกองทุนฯ พบว่า มีผู้รับโอนเงินกองทุนฯ ที่ไม่เกี่ยวข้องประมาณ 52 บัญชี ซึ่งเดิมพบว่ามีความเสียหายประมาณกว่า 96 ล้านบาท แต่จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า ตัวเลขความเสียหายลดลงเหลือประมาณ 41.8 ล้านบาท ในจำนวน 52 บัญชีนี้ มีเลขที่บัญชีที่ไม่ทราบตัวตน 18 บัญชี รู้ตัวเจ้าของบัญชีแน่นอนแล้ว 34 ราย โดยเบื้องต้นทราบว่า เป็นข้าราชการ 7 ราย มีข้าราชการสังกัดศธ. 2 รายซึ่งติดต่อคณะกรรมการสืบสวนฯ เพื่อให้ข้อมูลแล้ว และครูโรงเรียนเอกชน 1 รายที่ติดต่อมาเช่นกัน ส่วนข้าราชการสังกัดอื่น 5 รายนั้น อยู่ระหว่างรอยืนยันตัว 3 ราย เชิญมาให้ข้อมูลกับทางคณะกรรมการสืบสวนฯ แล้ว 2 ราย แต่ได้รับการแจ้งว่า จะไปให้ข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อย่างไรก็ตามในส่วนของคณะกรรมการสืบสวนฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเรียบเรียงเอกสาร และได้ประสานข้อมูลบางส่วนกับป.ป.ท. ซึ่งล่าสุดได้สอบถามเกี่ยวกับข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของนางรจนา สินที อดีตนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ระดับ(ซี) 8 สังกัดสป.ศธ. ซึ่งถูกไล่ออกจากราชการ โดยทางป.ป.ท.แจ้งว่าอยู่ระหว่างการถอดรหัส รวมถึงรอเอกสารการอนุมัติเงินกองทุนปี 2553 จากป.ป.ท. คิดว่าจะสามารถสรุปข้อมูลเสนอรัฐมนตรีว่าการศธ. ได้ภายในเดือนเมษายนนี้

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรียม วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้มีการหารือร่วมกันเป็นครั้งที่ 4 โดยที่กรรมการผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ฝ่ายกฎหมายของสป.ศธ. พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ทั้งข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่จังหวัดสงขลา และเอกสารที่ได้จากสอศ. วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ และเอกสารที่ได้จากการลงพื้นที่จ.สงขลา รวมกว่า 26 แฟ้ม โดยในส่วนของคณะกรรมการตรวจสอบฯ จะหาข้อมูลเพื่อให้ได้ความชัดเจนมากที่สุด โดยเน้นดูจากเอกสารเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและตรงกับประเด็นปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดสัญญาจ้างและการกำหนดรูปแบบรายการ ว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ เช่น รูปแบบรายการมีความเปลี่ยนแปลงแล้วในสัญญาจ้างมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า มีการแก้ไขสัญญาประมาณ 6 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2551-2557 ซึ่งจะต้องดูว่า การแก้ไขสัญญาแต่ละครั้งเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ และมีเหตุผลอะไรที่ต้องปรับแก้สัญญา

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันคณะกรรมการตรวจสอบจะดูรายละเอียดเรื่องการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้า ซึ่งตรวจสอบพบว่า มีการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าหลายครั้ง และเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร อีกส่วนคือเรื่องการขยายสัญญาจ้าง ซึ่งตรงนี้จะเป็นประเด็นที่สามารถนำไปขยายผลต่อได้ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กรรมการแต่ละส่วน นำแฟ้มเอกสารในส่วนของตนเองไปศึกษารายละเอียด เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน และนำกลับมาหารือร่วมกันอีกครั้ง ทั้งนี้ในส่วนของการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้า เป็นเรื่องปกติที่สามารถดำเนินการได้ แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีการเบิกจ่ายเงินที่มากจนผิดปกติ ส่วนจะเป็นจำนวนเงินเท่าไรนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ เชื่อว่า เมื่อได้รายละเอียดจะทราบข้อเท็จจริง

จากการตรวจสอบ เมื่อมีการทำสัญญาใหม่จะมีการขอขยายเวลา พอขยายเวลาก็ให้เบิกเงินล่วงหน้าบางส่วน ซึ่งการเบิกเงินล่วงหน้า โดยหลักถือเป็นเรื่องปกติ แต่จำนวนเงินที่เบิก มากจนผิดปกติ ซึ่งคิดว่า คณะกรรมการตรวจสอบฯ ประชุมอีกประมาณ 2-3 ครั้ง จะทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ซึ่งตอนนี้ถ้าถามว่า กรณีนี้มีมูลการทุจริตหรือไม่ ก็ต้องตอบว่ามีมูล ส่วนใครจะเกี่ยวข้องบ้าง ยังไม่อยากระบุว่าเป็นใคร แต่จะศึกษาว่าผู้ที่รับผิดชอบงานในแต่ละส่วน แต่ละประเด็นที่เราตั้งข้อสังเกต ผู้ที่รับผิดชอบงานในแต่ละส่วนคือใคร จากนั้นจะเชิญมาให้ข้อมูล ซึ่งรวมทั้งภาคเอชนที่เกี่ยวข้องด้วย นายการุณกล่าว และว่า ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบฯ พยายามจะสรุปข้อมูลให้ได้ภายในเดือนเมษายนนี้ ส่วนที่นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการศธ. ระบุว่า ในสัปดาห์หน้าจะได้ข้อสรุปเบื้องต้น และอาจจะเสนอใช้มาตรการป้องกันและปราบทุจริตในระบบราชการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถ้าเป็นผู้บริหารระดับสูง อาจจะย้ายไปสำนักนายกรัฐมนตรี ระดับเจ้าหน้าที่ให้ย้ายออกจากกพื้นที่ หรือระดับผู้มีอิทธิพลถึงระดับล่าง ก็ให้ย้ายไปสำนักนายกฯ นั้น จะมี 1 รายที่ต้องใช้มาตรการคสช. ส่วนเป็นระดับใดนั้น ตนยังไม่ขอเปิดเผย

 

 

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/924061

ร่วมแสดงความคิดเห็น